Spread the love

บทที่ 1

บทนำ

                               ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาธนบุรีปัจจุบันเป็นเพียงเขตๆ หนึ่งในกรุงเทพมหานคร แต่ธนบุรีเคยเป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่ากรุงเทพมหานครหลายร้อยปี มีหลักฐานชัดเจนว่าธนบุรีเป็นชุมชนเก่แก่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในความทรงจำของชาวไทยทุกคนธนบุรีคือ ราชธานีของไทยต่อจากกรุศรีอยุธยา เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าใน
ปี พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีขณะที่ดำรงตำแหน่งพระยาตากได้รวบรวมสมัครพรรคพวกกอบกู้อิสรภาพทรงขับไล่พม่าไปจากค่ายโพธิ์สามต้นเมื่อ วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 หลังจากนั้นทรงปราบปรามก็กต่างๆ ที่ตั้งต้นเป็นอิสระได้สำเร็จ และทรงสถาปนาธนบุรีเป็นราชธานีของไทย เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2311 แม้ว่ากรุงธนบุรีจะเป็นราชธานีในระยะเวลาไม่นานนักคือ ระหว่างพ.ศ. 2310 – 2325 รวมเวลา 14 ปี กว่าเท่านั้นแต่กรุงธนบุรีก็มีความสำคัญต่อประเทศไทยมากมายหลายประเด็น นอกเหนือจากการเคยเป็นราชธานี ธนบุรีเคยเป็นด่านเก็บภาษีอากร เป็นเมืองยุทธศาสตร์ เป็นเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจกรอง เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์เป็นอู่ข้าวฮูน้ำของทั้ง
กรุงศรีอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ ตลอดจนเป็นเมืองที่มีความจริญทางศาสนา และศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย และมรดกทางศิลปวัฒนธรรมยังคงปรากฎชัดเจนในปัจจุบัน

เหตุผลที่เลือกพื้นที่ศึกษาย่านธนบุรี
การที่คณะวิจัยเลือกธนบุรีเป็นกลุ่มประชากรตัวอย่าง เนื่องจากบริเวณนี้เป็นชุมชนที่อยู่อาศัยของคนที่มีความแตกต่างด้านชาติพันธุ์มีทั้งไทย จีน มอญ ลาว มุสลิม ฝรั่ง ที่ตั้งรกรากอยู่อาศัยมากกว่า 400 ปี

ศาสนศิลป์ของศาสนสถานริมฝั่งน้ำ 3 ศาสนา (5 นิกาย) เป็นประจักษ์พยานที่แสดงออกถึงความเชื่อความศรัทธาของผู้คนต่างชาติพันธุ์และต่างความเชื่อในย่านธนบุรีซึ่งได้ทุ่มเทกำลังทรัพย์ กำลังกาย และกำลังศรัทธา สร้างสรรค์งานศิลปะตามความเชื่อรายในกลุ่มคนชาติพันธุ์เดียวกัน เพื่อเป็นที่เคารพสักการะและยึดเหนี่ยวจิตใจ ในปัจจุบันความขัดแย้งด้านศาสนาและความเชื่อเป็นตันเหตุให้เกิดความไม่สงบหลายภูมิภาคของโลกและยังคงมีความรุนแรงและต่อเนื่องไม่จบสิ้น เมื่อพิจารณาถึงพื้นที่ย่านธนบุรีโดยเฉพาะริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองบางกอกใหญ่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของพระราขวังศูนย์กลางของราชธานีในอดีตอันมีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์มาตั้งถิ่นฐานอยู่รวมทั้งชาวตะวันตกที่มาขาย ประกอบอาชีพและมาทำงานค้นศาสนาและการเมือง กลับไม่เคยมีบันทึกอันแสดงถึงความขัดแย้งทางศาสนาแม้แต่ครั้งเดียว การศึกษาบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์ศาสนศิลป์เหล่านี้เป็นที่นักศึกษาว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ผู้คนในอดีตมีพลังศรัทธาที่จะแสดงออกถึงความเชื่อของตนได้อย่างเต็มที่และเป็นอิสระ โดยไม่มีการลบหลู่หรือล่วงเกินกลุ่มคนที่มีความเชื่อแตกต่างกัน ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งในการศึกษาวิจัยครั้นี้คือ อิทธิพลของความเชื่อต่างศาสนาและต่างนิกายในชุมชนเดียวกันและชุมชนใกล้เคียงกันนั้นส่งผลต่อการสร้างสรรค์ศาสนศิลป์ด้วยหรือไม่ อย่างไร

คำถามหลักในการวิจัย
1. บริบททางสังคมอะไรที่ส่งอิทธิพลให้เกิดศาสนศิลป์ของศาสนสถานทั้ง 6 แห่งในรูปแบบที่เป็นอยู่และมีการพัฒนาการอย่างไร

2. บริบททางวัฒนธรรมอะไรที่ก่อให้กิดศาสนศิลป์เหล่านี้ และมีความแตกต่างหรือความเหมือนกับศาสนศิลป์ของศาสนสถานอื่นๆ ในยุคเดียวกันอย่างไร

3. ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมในช่วงเวลานับแต่ก่อตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี
(พ.ศ. 2310) จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (2396) ส่งอิทธิพลต่อศาสนศิลป์ในศาสนสถานเหล่านี้อย่างไร

4. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชุมชนที่ต่างชาติพันธุ์และความเชื่อส่งอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์ศาสนศิลป์ของแต่ละศาสนาหรือไม่ อย่างไร

วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อศาสนศิลป์ของศาสนสถานริมฝั่งน้ำย่านธนบุรี

2. เพื่อศึกษาลักษณของศิลปกรรมในศาสนสถานของพุทธศาสนา คริสต์ศาสนา และศาสนาอิสลาม ริมฝั่งน้ำในชุมชนธนบุรี อันเป็นผลจากบริบททางสังคมและวัฒนธรรม

ขอบเขตของการวิจัย
ด้านพื้นที่ สถานที่ศึกษา คือบริเวณชุมชนย่านธนบุรี ที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ปากคลองมอญ ไปจนจรดปากคลองบางหลวงและริมครองบางหลวง (แม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิม) ซึ่งได้แก่ แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี และแขวงบางกอกใหญ่ เขตบางกอกใหญ่

ด้านเนื้อหา
1. ศึกษาบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อศาสนศิลป์ในศาสนสถานริมฝั่งน้ำยนธนบุรี โดยศึกษาศาสนศิลป์ในศาสนสถาน 3 ศาสนา ได้แก่ พุทธศาสนา คริสต์ศาสนา และศาสนาอิสลาม

2. ศึกษาศิลปกรรมของศาสนสถาน ที่ได้รับอิทธิพลของบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ได้แก่ ศาสนสถานที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ริมคลองมอญ และคลองบางหลวง จำนวน 6 แห่ง คือ วัดอินทารามวรวิหาร วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ศาลเจ้าเกียนอันเกง วัดซางตาครู้ส มัสยิดตันสน และมัสยิดบางหลวง

ด้านระยะเวลาที่ศึกษา
1. กรอบระยะเวลาที่ศึกษา ศึกษาอิทธิพลของบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนในช่วง พ.ศ. 2311 – 2396 ที่มีต่อศาสนศิลป์ในศาสนสถานที่สร้างและปฏิสังขรณ์ 3 ศาสนา 6 แห่ง

2. ช่วงเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม อยู่ระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. 2548 – พฤศจิกายน พ.ศ. 2549

นิยามศัพท์
บริบททางสังคม หมายถึง ปัจจัยแวดล้อมทางการเมืองการปกครองทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และทางชาติพันธุ์ของชุมชนในสมัยกรุงธนบุรี-รัตนโกสินทร์ตอนต้นระหว่าง พ.ศ. 2310 – 2396 ที่มีอิทธิพลต่อศิลปกรรมในศาสนสถานริมฝั่งน้ำย่านธนบุรี 6 แห่ง

บริบททางวัฒนธรรม หมายถึงปัจจัยแวดล้อมของความเชื่อทางศาสนาและค่านิยมของชุมชนในสมัยกรุงธนบุรี- รัตนโกสินทร์ตอนต้น ระหว่าง พ.ศ. 2310 – 2396 ที่มีอิทธิพลต่อศิลปกรรมในศาสนสถานริมฝั่งน้ำยนธนบุรี 6 แห่ง

ศาสนศิลป์ หมายถึง ศิลปกรรมที่ปรากฎในศาสนสถานของพุทธศาสนา (ถรวาท และมหายาน) คริสต์ศสนา(โรมันคาทอลิก) และศาสนาอิสลามของศาสนสถานริมน้ำย่านธนบุรี 6 แห่ง

ศาสนสถาน หมายถึง ศาสนสถานของศาสนา 3 ศาสนา 6 แห่ง ได้แก่วัดกัลยาณมิตรรหาวิหาร วัดอินทารามวรวิหาร ศาลเจ้าเกียนอันเกง วัดซางตาครู้สมัสยิดตันสน และมัสยิดกุฎีหลวงริมฝั่งน้ำ หมายถึง ริมฝั่งแม่น้ำเจ้พระยในเขตรนรีตั้งแต่ปากคลองมอญถึงปากคลองบางหลวง และริมคลองบางหลวงเขตบางกอกใหญ่

ย่านธนบุรี หมายถึง ชุมชนริมฝั่งน้ำบริเวณแขวงวัดกัลยาณ์ และแขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี และแขวงบางกอกใหญ่ เขตบางกอกใหญ่

ศิลปกรรม หมายถึง ศิลปกรรมในศาสนสถาน
3 ศาสนา และอีก 2 ลัทธิ ทั้ง 6 แห่งในด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรมและจิตรกรรม

ข้อจำกัดของการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้ศึกษาบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อศาสนศิลปย่านธนบุรีระหว่าง
พ.ศ. 2310 – 2396 เท่านั้น ศิลปกรรมในศาสนศิลป์ของธนบุรีได้รับอิทธิพลทางบริบททางสังคมและวัฒนธรรมก่อนสมัยกรุงธนบุรีมาแล้ว

ประโยชน์ของการวิจัย
1. ผลของการวิจัยเป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลป์ในศาสนสถานริมฝั่งน้ำของชุมชนในย่านธนบุรี ที่มีคุณค่าต่อการศึกษาของประชาชนและเยาวชนในนรนบุรึ ซึ่งจะทำห้ชาวชุมชนธนบุรีมีความรู้สึภาคภูมิใจในชุมชนของตน

2. มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สถาบันอุดมศึกษาของท้องถิ่นได้รวบรวมองค์ควมรู้ของชุมชน ในดันประวัติตสตรศิของชุมชนรบุรี เพื่อการเผยแพร่ให้.ประชาชน เยาวชนในย่านธนบุรีและจังหวัดอื่นๆ ได้ศึกษาหาความรู้ต่อปื